โคราชซาวด์ ชุมชนคนรักเครื่องเสียง


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น




Untitled Document แจ้งข่าว เว็บไซต์โคราชซาวด์จะทำการปรับปรุงหน้าเว็บใหม่ หากพบปัญหาการใช้งานโปรดแจ้งทีมงาน ที่เบอร์ 0862222923 สำหรับท่านที่มีเครื่องเช่าไว้บริการรับงานทั่วไป โปรดส่งโลโก้ หรือแบนเนอร์ มาที่ Inbox ช่างโก้ เพื่อจะได้อัดเดทแสดงอยู่ด้านบนของเว็บ ขนาดโลโก้ 160x61 px !

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา  (อ่าน 2016 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ จิรวัฒน์ โคราช

  • ความรู้มีไม่เยอะ แต่ถ้าแบ่งได้ก็แบ่ง ๆ กันไป จะเก็บไว้ทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • รองประธานกรรมการ
  • *
  • กระทู้: 3542
  • คะแนน: 230
  • ชีวิตนี้น้อยนัก ทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมให้มาก ๆ
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0
ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา
ปัจจุบันนครราชสีมาแบ่งขอบเขตทางการปกครอง ตามลักษณะของการปกครองส่วนภูมิภาค
ออกเป็น 26 อำเภอ 6 กิ่งอำเภอ อันได้แก่
 อำเภอประทาย   อำเภอปากช่อง  อำเภอด่านขุนทด  อำเภอครบุรี  อำเภอบัวใหญ่   อำเภอสีคิ้ว
อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอชุมพวง   อำเภอเสิงสาง  อำเภอปักธงชัย  อำเภอโนนไทย   อำเภอพิมาย 
อำเภอจักราช อำเภอสูงเนิน   อำเภอเมืองนครราชสีมา  อำเภอคง   อำเภอแก้งสนามนาง   
อำเภอห้วยแถลง  อำเภอโชคชัย อำเภอขามสะแกแสง   อำเภอหนองบุญนาค  อำเภอบ้านเหลื่อม
อำเภอขามทะเสสอ อำเภอโนนแดง และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
ชื่อและประวัติความเป็นมาของอำเภอต่างๆ มีที่มาพอสังเขป ดังนี้
 

 

อำเภอบัวใหญ่
ที่มาของชื่อ
มาจากชื่อหมู่บ้าน บ้านบัวใหญ่ ซึ่งมีหนองน้ำใหญ่ในอดีต หนองน้ำนี้มีบัวพันธุ์ใหญ่ เกิดขึ้นเต็มบึง จึงเรียกว่าบึงบัวใหญ่
การก่อตั้ง
    อำเภอบัวใหญ่มีที่ตั้งอยู่เขตแดนของจังหวัดนครราชสีมา จึงมีฐานะเป็นด่านเรียก ด่านนอก มีที่ทำการที่บ้านหนองหลางใหญ่ พ.ศ. 2411ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ ซึ่งยังคงเรียกชื่ออำเภอตามชื่อของด่านว่า อำเภอนอก แต่ย้ายที่ทำการ มาอยู่ที่บ้านหนองหลางน้อย พ.ศ. 2448 ย้ายที่ทำการอีกครั้งกนึ่งมาอยู่ที่บ้านบัวใหญ่ จึงเปลี่ยนชื่ออำเภอเป็น อำเภอบัวใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 3 กิโลเมตร ทำให้บริเวณบ้านพัดเฟื้อย ซึ่งอยู่ที่สถานีรถไฟมีความเจริญมากกว่า จึงได้ย้ายที่ทำการ อีกครั้งหนึ่ง มาอยู่ที่บ้านพัดเฟื้อย เมื่อ พ.ศ. 2494

 
 
อำเภอโนนสูง
ที่มาของชื่อ
    อำเภอโนนสูง ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นที่ราบสูง จึงเรียกชื่อตามสภาพภูมิศาสตร์
การก่อตั้ง
    ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 ใช้ชื่อว่า อำเภอกลาง เพราะตั้งอยู่ตอนกลางระหว่าง อำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอบัวใหญ่ซึ่งอยู่ชายแดนของจังหวัด ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2456 - 2459 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอโนนวัด เพราะบริเวณที่ตั้งอำเภอ เคยเป็นวัดร้างมาก่อน อีกประมาณ 30 ปีต่อมา กระทรวงมหาดไทย จึงเปลี่ยนชื่อเรียก ตามสภาพภูมิประเทศว่าอำเภอโนนสูง โดยมีการปรับปรุงของอำเภอ ตำบล หมู่บ้านใหม่ คือ
    1) โอนตำบลทองหลางไปขึ้นกับกิ่งอำเภอท่าช้างและอำเภอเมือง
    2) ยุบรวมตำบลเสลา และตำบลโนนวัด เป็นตำบลเดียวกัน คือ ตำบลสงคราม

 
 
อำเภอสีคิ้ว
ที่มาของชื่อ
    ตามความเชื่อของชาวบ้าน คำว่า สีคิ้ว เพี้ยนมาจากชื่อ พญาสีเขียว ซึ่งเป็นใหญ่ในบริเวญนี้ ชอบกินเนื้อสัตว์และเนื้อคนชาวบ้านจึงร่วมใจกัน ฆ่าพญาสีเขียว และบางกระแสเชื่อว่ามาจาก สี่เขี้ยว ซึ่งปัจจุบันมีศาลเจ้าพ่อพญาสี่เขี้ยว ทั้งศาลของจีนและศาลไทยที่คนสีคิ้วเคารพบูชา

การก่อตั้ง
    อำเภอสีคิ้ว เดิมมีชื่อว่า เมืองนครจันทึก เป็นเมืองอิสระขึ้นตรงต่อเมืองหลวง ต่อมาถูกตั้งเป็นเมืองหน้าด่าน เรียกว่า ด่านจันทึก ปี พ.ศ. 2440 ได้จัดตั้งเป็นองค์กรมีชื่อว่า อำเภอเมืองจันทึก ตั้งอยู่ในเขตตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง ในปัจจุบัน พ.ศ. 2444 ย้ายมาตั้ง ณ ตำบลสีคิ้วในปัจจุบัน และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอำเภอสีคิ้ว ซึ่งในภายหลังถูกแยกพื้นที่ทางตะวันตก ตั้งเป็นอำเภอปากช่อง
อำเภอโนนไทย
ที่มาของชื่อ
    เดิมอำเภอโนนไทยมีฐานะเป็นแขวงมีชื่อว่า แขวงสันเทียะ ซึ่งเป็นภาษาเขมร แปลว่าที่เติมเกลือสินเธาว์ แขวงนี้เดิมเป็นที่ ๆ ชาวเขมรมาตั้งหลักแหล่งอยู่ และมีอาชีพ ต้มเกลือสินเธาว์ เป็นสินค้าออก ชาวบ้านได้อาศัยน้ำในลำห้วยที่อยู่ทางตอนเหนือของหมู่บ้าน ทั้งดื่ม ใช้ และต้มเกลือสินเธาว์

การก่อตั้ง
     พ.ศ. 2443 แขวงสันเทียะได้ยกฐานะเป็นอำเภอสันเทียะ แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโนนลาว ตามชื่อตำบลที่ได้ตั้งอำเภอ พ.ศ. 2444ได้กลับมาใช้ชื่ออำเภอสันเทียะตามเดิม เพราะเห็นว่าที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านสันเทียะ พ.ศ. 2562 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่ออำเภอโนนลาว เพราะประชาชนไม่ยอมเรียกชื่ออำเภอสันเทียะ เนื่องจากเป็นภาษาเขมร พ.ศ. 2484 เปลี่ยนมาใช้ชื่ออำเภอโนนไทย เพราะชื่ออำเภอโนนลาวไม่ถูกต้องตามรัฐนิยมและใช้ ชื่ออำเภอโนนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

 
 
อำเภอสูงเนิน
ที่มาของชื่อ
    เรียกตามลักษณะภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นที่สูงและเป็นเนิน เดิมเรียกว่า บ้านสองเนิน เพราะมีเนินติดอยู่สองฟากบึง และมีผู้คนไปตั้งบ้านอยู่เป็นหมู่บ้านเดียวกัน จึงเรียกว่า บ้านสองเนิน และภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็นสูงเนิน
การก่อตั้ง
    บริเวณอำเภอสูงเนิน เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าของโคราช 2 เมืองคือ เมืองเสมาและเมืองโคราฆะปุระ (โคราช) ต่อมามีฐานะเป็นเขตที่ตั้ง อยู่ในการปกครองของอำเภอสันเทียะ (อำเภอโนนไทย) จนรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างทางรถไฟผ่านบ้านสูงเนิน ทำให้มีการคมนาคมสะดวก จึง กลายเป็นชุมชนใหญ่ ได้รับการก่อตั้งขึ้นเป็นอำเภอเรียกว่า อำเภอสูงเนิน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2444

 
อำเภอด่านขุนทด
ที่มาของชื่อ
    ชื่ออำเภอด่นขุนทด แยกส่วนประกอบเป็น 2 ส่วนคือ ด่าน และ ขุนทด การที่ได้ชื่อว่าด่าน เพราะมาฐานะเป็นด่าน มีเขตติดต่อระหว่างอาณาจักรโคตรบูรณ์ และอาณาจักรทวาราวดี มีผู้ดูแลปกครองด่านซึ่งสันนิษฐานว่าชื่อ ขุนศิริทศ ต่อมาจึงกลายเป็นชื่อด่าน คือ ด่านขุนทด
การก่อตั้ง
    เดิมอำเภอด่านขุนทดเป็นแขวงเมืองหนึ่งของอำเภอสันเทียะ (โนนไทย) และมีฐานะเป็นเพียงตำแหน่งหนึ่ง โดยมีพระเสมารักษาเขต เป็นผู้ปกครองดูแล คอยเก็บส่วยอากร ส่งไปยังอำเภอสันเทียะการปกครองหน้าด่าน ใช้วิธีปกครองกันเองและเลือกผู้ปกครองเอง พ.ศ. 2451 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าสถาปนาด่านขุนทด ขึ้นเป็นอำเภอด่านขุนทด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบ้านหาญ และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอ พันชนะ จนถึง พ.ศ. 2456 จึงเปลี่ยนมาเป็นอำเภอด่านขุนทดอีกครั้งหนึ่ง

 
อำเภอปักธงชัย
ที่มาของชื่อ
    อำเภอปักธงชัยมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยขอมมีอำนาจแล้ว โดยเมืองปักธงชัย ขึ้นกับเมืองพิมาย และเมืองพิมายขึ้นกับนครธมของขอม ในรัชกาลพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา อำเภอปักธงชัยมีชื่อว่าเมืองปัก ต่อมา ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อได้ทรงสร้างเมืองนครราชสีมา ให้เป็นเมืองหน้าด่าน คอยป้องกันข้าศึกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองปักจึงได้ถูกตั้งให้เป็นเมืองด่าน คอยป้องกันเมืองนครราชสีมาและใช้ชื่อว่าด่านจะโปะ ในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี ด่านจะโปะ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองปักธงชัย และเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวนครเวียงจันทน์ โปรดให้เพี้ยอุปราชา แห่งกรุงเวียงจันทน์ เป็นเจ้าเมืองปักธงไชย คนแรกและได้พระราชทานยศเป็นพระยาวงษาอรรคราช (ต้นตระกูล วรธงไชย)
การก่อตั้ง
     พ.ศ. 2451 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนฐานะเมืองปักธงไชย เป็นอำเภอปักธงไชย ขึ้นกับมลฑลนครราชสีมา พ.ศ. 2508 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้แก้ไขชื่ออำเภอปักธงไชยเป็นอำเภอปักธงชัย ตามอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน

 
อำเภอพิมาย
ที่มาของชื่อ
    อำเภอพิมายเดิมอยู่ในอาณาจักรของขอมมีฐานะเป็นเมือง ปรากฎในศิลาจารึกว่า วิมายหรือวิมายปุระ ศิลาจารึกในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เรียกเมืองนี้ว่า ภีระปุระ แปลว่านครแห่งความเข้มแข็ง
การก่อตั้ง
    เมืองพิมายมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโคตรบูรณ์ของขอม สมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่ เมืองพิมายได้เปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอเมืองพิมายใน พ.ศ. 2460 และต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพิมายใน พ.ศ. 2482 ใน พ.ศ. 2515 ย้ายที่ทำการอำเภอ ซึ่งเดิมอยู่หน้าปราสาทหินพิมาย ไปตั้งใหม่ ณ ที่ปัจจุบันนี้

 
อำเภอครบุรี
ที่มาของชื่อ
    อำเภอครบุรี เดิมชื่อว่าคอนบุรี แปลว่าต้นน้ำหรือแควน้ำ หรือทางน้ำที่แยกมา เพราะตำบลครบุรี มีแควน้ำแยกมาจากแม่น้ำมูลเดิมเรียกว่า บ้านคอนบุรี เมื่อเมืองขยายตัวขึ้นเป็นเมือง ก็เรียกว่าเมืองคอน ภายหลังเปลี่ยนเป็นครบุรีซึ่งคำว่าคร หรือคระไม่มีคำแปล
การก่อตั้ง
    พ.ศ. 2450 มีฐานะเป็นกิ่งอำเภออยู่ในเขตการปกครองของอำเภอกระโทก (โชคชัย) ประกอบด้วยตำบลแชะ ตำบลจรเข้หิน ตำบลสระตะเคียน เรียกว่ากิ่งอำเภอแชะ คำว่าแชะตามภาษาพูดหมายถึงแฉะ เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่ในที่ต่ำชื้น และมีโคลนตมทั่วๆ ไปเดินทางลำบากชาวบ้านจึงนิยมเรียกบ้านแชะ พ.ศ. 2482 ทางราชการโอนตำบลครบุรี ในเขตปกครองอำเภอปักธงชัยมารวมกับกิ่งอำเภอแชะ เพราะตำบลครบุรี ตั้งอยู่ห่างจากเมืองปักธงชัยมาก ไม่สะดวกในการติดต่อดูแล พร้อมกันนั้น ได้ยกฐานะกิ่งอำเภอแชะ ขึ้นเป็นอำเภอโดยใช้ชื่ออำเภอครบุรี
 
อำเภอโชคชัย
ที่มาของชื่อ
เดิมชื่ออำเภอกระโทก แต่ทางราชการพิจารณาเห็นว่า สำเนียงและความหมาย ไม่ไพเราะ จึงได้เปลี่ยนชื่อโดยได้ยึดเอาวีรกรรมของพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อคราวยกมาปราบเจ้าเมืองพิมาย และทรงได้ชัยชนะ พ.ศ. 2488 ทางราชการจึงพิจารณาเปลี่ยนชื่อ อำเภอนี้ไหม่ว่าอำเภอโชคชัย
 
อำเภอคง
ที่มาของชื่อ
    อำเภอคงเป็นชื่อที่ใช้เรียก ชื่อตำบลที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ คือ ตำบลเมืองคง สันนิษฐานตามเรื่องที่เล่าต่อกันว่า มีนายพรานชื่อ คง ได้เดินทางมา พบบริเวณที่มีพื้นดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมในการที่ตั้งหลักถิ่นฐานทำมาหากิน จึงได้ชักชวนพรรคพวกพี่น้องมาตั้งหลักแหล่ง จึงเรียกชื่อบริเวณนี้ ตามชื่อของผู้ชักชวนเป็นคนแรกว่า บ้านยายเมืองตาคง ต่อมาชื่อถูกตัดกร่อนให้สั้นลง เพื่อความสะดวกในการออกเสียง จึงเรียกชื่อว่าบ้านเมืองคง และเรียกชื่อตำบลว่าตำบลเมืองคง ชื่ออำเภอน่าจะได้ชื่อว่า อำเภอเมืองคง แต่ทางราชการเกรงจะซ้ำกับอำเภอเมือง อันเป็นที่ตั้งของ จังหวัดจึงเรียกว่าอำเภอคง
การก่อตั้ง
    อำเภอคงตั้งขึ้นโดยแบ่งพื้นที่มาจากอำเภอบัวใหญ่ตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2481 และเลื่อนฐานะเป็นอำเภอคง เมื่อ พ.ศ. 2490 โดยมีที่ว่าการอำเภอ และศูนย์กลางชุมชนที่บ้านกุดรัง ในปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทย ได้แยกตำบลวังไพร จากอำเภอไปตั้งเป็นกิ่งอำเภอบ้านเหลื่อม
 
อำเภอจักราช (ออกเสียงว่า จัก-กะ-หลาด)
ที่มาของชื่อ
    อำเภอจักราชมีชื่อเดิมว่าอำเภอท่าช้าง ที่ได้รับชื่อเช่นนี้ อาจเป็นเพราะมีแม่น้ำมูลไหลผ่านตลอดปี ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสำคัญและ เป็นด่านช้าง มาแต่เดิมจึงได้ชื่อว่าบ้านท่าช้าง หรืออำเภอท่าช้าง
การก่อตั้ง
    พ.ศ. 2470 บ้านท่าช้างได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอท่าช้าง อยู่ในท้องที่ อำเภอเมืองนครราชสีมา พ.ศ. 2496 จึงได้ยกฐานะเป็นอำเภอ เรียกว่า อำเภอจักราช โดยมีที่ทำการ ณ บ้านท่าช้างตามเดิมจนถึงปี พ.ศ. 2507 จึงย้ายที่ทำการ มาตั้งอยู่ที่ บ้านตลาดจักราชอำเภอจักราช

 
อำเภอปากช่อง
ที่มาของชื่อ
    เดิมเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆตั้งอยู่ในเขตดงพญาเย็นขึ้นต่อตำบลขนงพระ อำเภอจันทึก (สีคิ้ว) ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างทางรถไฟ สายกรุงเทพ-นครราชสีมา เมื่อสร้างทางรถไฟมาถึงหมู่บ้านดังกล่าวต้องมีการระเบิดภูเขาระหว่างเขานกยูงกับเขาน้อย ทำเป็นทางรถไฟจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านปากช่อง ซึ่งหมายถึงปากช่องเขานั่นเอง
การก่อตั้ง
    พ.ศ. 2482 ได้มีการเปลี่ยนแปลงดินแดนโดยยุบรวมบางเขตกับอำเภอจันทึก ยุบตำบลขนงพระเป็นตำบลจันทึก บ้านปากช่องจึงได้มาขึ้นกับตำบลจันทึก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2492 หมู่บ้านปากช่องได้รับการยกฐานะเป็นตำบลปากช่อง พ.ศ. 2499 ทางราชการ ยกฐานะตำบลปากช่องซึ่งเจริญขึ้นเพราะมีทางรถไฟ และถนนมิตรภาพ ขึ้นเป็นกิ่งอำเภอปากช่อง เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2498 และมีความสำคัญ ในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของภาคอีสาน ในการเดินทางไปสู่ภาคกลางและภาคอื่น ๆ
 
อำเภอชุมพวงที่มาของชื่อ
    อำเภอชุมพวงมีต้นพลวงมาก เรียกว่าซุมพลวง ภายหลังกลายเป็นชุมพวง แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า พวง
การก่อตั้ง
    เดิมอำเภอชุมพวงอยู่ในท้องที่ของอำเภอพิมาย ต่อมา พ.ศ. 2499 ได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ และยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2502
 
อำเภอประทาย
ที่มาของชื่อ
    อำเภอประทายมีชื่อเดิมว่าอำเภอดงเค็ง เพราะมีต้นเค็งมาก คำว่าประทายเป็นภาษเขมร หมายถึง ป้อม ค่ายที่พักแรม ประมาณ พ.ศ. 1625-1650 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงขยายอาณาเขตของขอมมาถึงเขตหมู่บ้านหนึ่ง เห็นเป็นที่เหมาะแก่การพักแรม จึงตั้งค่ายพักแรมอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หมู่บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านประทาย   เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง บ้านประทายก็กลายเป็นบ้านร้าง จนถึงสมัยสุโขทัย จึงมีชายไทย มาตั้งหลักแหล่งที่บ้านประทาย
การก่อตั้ง
    อำเภอประทายเดิมเป็นเพียง ตำบลประทาย ขึ้นอยู่ในเขตการปกครอง ของอำเภอบัวใหญ่ ได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2504และ พ.ศ. 2506 ตามลำดับ
 
อำเภอห้วยแถลง
ที่มาของชื่อ
    เดิมเป็นหมู่บ้านห้วยแถลงขึ้นกับตำบลงิ้ว อยู่ในความปกครองของอำเภอพิมาย พ.ศ. 2504 ยกฐานะเป็นตำบลห้วยแถลง มี 10 หมู่บ้าน และเลื่อนฐานะ เป็นกิ่งอำเภอห้วยแถลง มีเขตปกครองคือ ตำบลงิ้ว ตำบลพลับพลา ตำบลห้วยแถลง และโอนตำบลหินดาด จากอำเภอพิมายมาเพิ่มอีก 1 ตำบล พ.ศ. 2506 ทางราชการยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอห้อยแภลง
 
อำเภอขามทะเลสอ
ที่มาของชื่อ
    เดิมมีหมู่บ้านชื่อบ้านขาม เพราะมีต้นมะขามมาก หรืออาจมีนักเลงมาก จนเป็นที่เกรงขาม และทางทิศตะวันออกของบ้าน มีบึงซึ่งมีชื่อว่าบึงทะเลสอ บึงนี้มีดินขาวเป็นจำนวนมาก คนในสมัยนั้นใช้ดินขาว เป็นชอล์กเขียนกระดานดำ จึงนำคำว่า ขาว คือบ้านและคำว่าทะเลสอ คือชื่อบึง มารวมกันเป็นชื่อหมู่บ้าน
การก่อตั้ง
    เดิมบ้านขามทะเลสอ ขึ้นกับท้องที่อำเภอโนนสูง ต่อมา พ.ศ. 2502 ได้มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ และใน พ.ศ. 2508 ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอขามทะเลสอ

 
อำเภอขามสะแกแสง
ที่มาของชื่อ
    อำเภอขามสะแกแสง เดิมเป็นตำบลหนึ่งอยู่ในเขตอำเภอโนนสูง พ.ศ. 2511 ได้รับการยกระดับขึ้นเป็น กิ่งอำเภอขามสะแกแสง พ.ศ. 2516 กระทรวงมหาดไทย ยกฐานะเป็นอำเภอขามสะแกแสง นับเป็นอำเภอที่ 19 ของจังหวัดนครราชสีมา 
อำเภอเสิงสาง
ที่มาของชื่อ
    เสิงสางแปลว่ารุ่งอรุณ หรือฟ้าไกล้จะสว่าง มีวัดประจำอำเภอเป็นวัดเก่าแก่ ชื่อ วัดทุ่งรุ่งอรุณศรีเสิงสาง
การก่อตั้ง
    อำเภอเสิงสางตั้งอยู่ที่ ตำบลสระตะเคียน ขึ้นอยู่กับอำเภอครบุรี ต่อมา พ.ศ. 2519 มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ และใน พ.ศ.2522 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ
 
อำเภอบ้านเหลื่อม
ที่มาของชื่อ
    เดิมเป็นบ้านชื่อหมู่บ้านเหลื่อม เพราะมีต้นมะเหลื่อมใหญ่อายุกว่า100 ปี อยู่ในหมู่บ้าน
การก่อตั้ง
    เดิมหมู่บ้านเหลื่อมขึ้นกับอำเภอคง ต่อมา พ.ศ. 2519 ได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ


 
อำเภอหนองบุญนาก
การก่อตั้ง
    เดิมเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ขึ้นอยู่กับตำบลสารภี ซึ่งขึ้นกับอำเภอโชคชัย ต่อมานโยบาย อำเภอโชคชัยเห็นว่า ตำบลสารภีมีพื้นที่กว้างใหญ่ จึงทำให้ตั้งตำบลหนองบุญนากขึ้นใหม่ แยกออกจากตำบลสารภีในปี พ.ศ. 2520 ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ และได้ยกฐานะเป็นอำเภอ ในปี พ.ศ 2536

 
อำเภอแก้งสนามนาง
การก่อตั้ง
    เดิมมีฐานะเป็นตำบลแก้งสนามนาง ขึ้นกับอำเภอบัวใหญ่ ต่อมามีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนาเจริญขึ้นจึงมีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ ในปี พ.ศ.2529 และยกฐานะเป็นอำเภอในปี พ.ศ. 2536
 
อำเภอโนนแดง
ที่มาของชื่อ
    เดิมเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ เรียกชื่อตามชื่อของไม้แดง ซึ่งมีมากในอดีต โดยเฉพาะในตำบลโนนแดงจะมีอยู่มาก หรืออาจจะเรียกชื่อตามชื่อ ของดินซึ่งมีสีแดง

การก่อตั้ง
    เดิมหมู่บ้านโนนแดงขึ้นกับอำเภอบัวใหญ่ ต่อมาหมู่บ้านมีการพัฒนาขยายใหญ่ขึ้น จึงมีการจัดตั้งเป็นตำบลโนนแดงในปี พ.ศ. 2508 และตำบลโนนแดง ได้เปลี่ยนมาขึ้นกับอำเภอประทาย ต่อมา พ.ศ. 2532 มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2535

 

บรรณานุกรม
           
     ชิน อยู่ดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 2
                กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2529
     ฮอลล์, ดี.จี.อี. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล่ม 1.
                แปลโดยคุณวรุณยุพา สนิทวงค์

ที่มา  http://www.koratinfo.com/history/korat/amphoe.htm
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวปโคราชซาวด์ครับคุณ บุคคลทั่วไป
พระสุพจน์  จิรวฑฺฒโน 
วัดบูรพาพิมล พิมาย นครราชสีมา 084 - 4984218
อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทีมงานเวปโคราชซาวด์  
 https://www.facebook.com/groups/123389601097789/



ออนไลน์ จิรวัฒน์ โคราช

  • ความรู้มีไม่เยอะ แต่ถ้าแบ่งได้ก็แบ่ง ๆ กันไป จะเก็บไว้ทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • รองประธานกรรมการ
  • *
  • กระทู้: 3542
  • คะแนน: 230
  • ชีวิตนี้น้อยนัก ทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมให้มาก ๆ
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0
นามสกุลของคนโคราช

     พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชบัญญัติ ขานนามสกุลขึ้น  ณ วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 และประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 โดยทรงมีพระราชประสงค์เพื่อให้
นามสกุลเป็นหลักของการสืบเชื้อสายต่อเนื่องกัน ทางบิดาผู้ให้กำเนิดเป็นศักดิ์ศรี และแสดงสายสัมพันธ์ ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคล
นามสกุล ก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ ส่งเสริมความรักความสามัคคี ระหว่างเครือญาติ ตั้งแต่คนชั้นสูงตลอดชั้นต่ำทั่วไป
     นามสกุล เปรียบเสมือนคุณลักษณะ ของบุคคลแต่ละเผ่าพันธุ์ ส่วนมาก มักสร้างแนวจูงใจ ผู้เป็นเจ้าของนามสกุล ตลอดเครือญาติในสกุล ให้สำนึกในความดีชั่ว ให้เกิดความนิยมในอันที่ดำเนินชีวิต เจริญรอยตามวิชาชีพ และความมีชื่อเสียง อันเป็นที่มาแหล่งมงคลนาม ของบรรพบุรุษผู้ต้นตระกูลนานสกุลนั้น เป็นประดุจธงชัยเฉลิมศักดิ์ศรี ของคนในสกุลใคร ๆ ก็ย่อมเชิดชู และระมัดระวัง ที่จะไม่ให้มีมลทินเสื่อมเสีย เป็นวิธีป้องกันความชั่วช้า ที่จะเกิดแก่หมู่คณะ ได้เป็นอย่างดีในทางอ้อม คงจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ที่ใครประพฤติปฎิบัติชั่วร้ายเลวทราม ก็มักจะถูกตราฆ่าชื่อ ถึงถูกขับไล่ไม่ให้ใช้สกุลร่วมกันก็เคยมี
       เมื่อพระราชบัญญัติขนานนามสกุลได้ประกาศใช้แล้วคนไทยต่างก็คิดหานามสกุลของตน บ้างขอพระราชทานนามสกุล และบ้างก็ช่วยกันคิดตั้งขึ้นเอง บางนามสกุลได้มาจากชาติกำเนิด บางทีก็มาจากอาชีพที่ประกอบอยู่ นามสกุลคนโคราช มีนามสกุลซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทาน อาทิ อินทโสฬส อินทะกนก อินทรกำแหง วัชระคุปต์ เหมนิธิ ชาตะวราหะ ชาตยานนท์ ศุกระสูยะ รัตนเนนย์ จิตะสมบัติ (ขอพระราชทาน) เป็นต้น
        การนำบรรดาศักดิ์มาตั้งเป็นนามสกุลก็มี เช่น วิโรจน์จรรยา สุบงกช คงฤทธิ์ศึกษากร คนโคราชนิยมตั้งนามสกุลตามภูมิลำเนาที่เกิด หรือที่อยู่อาศัยใช้ชื่อตำบล อำเภอ หรือหมู่บ้าน เป็นส่วนท้ายของนามสกุล เช่น งามกระโทก คำว่า กระโทกที่อยู่ส่วนท้ายนั้นบอกให้รู้ว่าบุคคลนั้น คือคนที่มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอโชคชัยที่เดิมเรียกว่า กระโทก
    นามสกุลที่อยู่ตอนต้นอาจได้มาโดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

นำชื่อปู่ ย่า ตา ยาย หรือ พ่อ แม่ ของตนมาตั้งเป็นส่วนต้น แล้วต่อด้วยชื่อหมู่บ้านหรือ ตำบล อำเภอ เช่น ปู่ชื่อพรม บ้านอยู่บ้านพะเนาว์ จะได้นามสกุลว่า พรมพระเนาว์
ตั้งจากกิริยาอาการของบุคคล ผู้ที่จะขอนามสกุล เช่นเดินางร่มเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ ผู้ออกใบสำคัญตั้งนามสกุลให้ ภูมิลำเนาอยู่บ้านสูงเนิน เจ้าหน้าที่จะตั้งนามสกุลให้ว่า ร่มสูงเนิน
ตั้งตามลักษณะเฉพาะ หรือ เอกลักษณ์ประจำตัวของผู้ที่จะขอนามสกุลเช่น นายจันทน์ ไปไหนชอบถือจอบ จนชาวบ้านเรียกทั้งชื่อตัว และลักษณะประจำตัวว่า จันทน์จอบ เมื่อไปขอนามสกุล เจ้าหน้าที่ทราบว่าอยู่ตำบลโพธิ์กลาง ก็จะได้นามสกุลว่า จอบโพธิ์กลาง
ตั้งตามเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าหน้าที่คิดถึงต้นไม้ ก็จะนำส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้เช่น กิ่ง ใบ ดอก ผล ราก มาตั้งเป็นส่วนตัวของนามสกุล ต่อท้ายด้วยถิ่นที่อยู่ลงไปเป็น กิ่งกระโทก ใบกลาง ดอกจันทึก ผลสันเทียะ รากพุดซา เป็นต้น

 
 
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างนามสกุลของคนโคราช
1. อำเภอเมือง

ตำบลในเมือง คำลงท้าย ในเมือง ตัวอย่าง ก้อนในเมือง งามในเมือง ล้อมในเมือง เถียรในเมือง ชำนาญเมือง ถนอมโพธิ์กลาง
ตำบลโพธิ์กลาง คำลงท้าย โพธิ์กลาง ตัวอย่าง เวชโพธิ์กลาง เลิศโพธิ์กลาง ตังโพธิ์กลาง
ตำบลหัวทะเล คำลงท้าย ทะเล ตัวอย่าง จาบทะเล พุดทะเล สาทะเล หาญทะเล เกิดทะเล โยงทะเล
ตำบลมะเริง คำลงท้าย มะเริง ตัวอย่าง จอมมะเริง ศรีมะเริง เรืองมะเริง
ตำบลพุดซา คำลงท้าย พุดซา ตัวอย่าง ดีพุดซา ใบพุดซา รากพุดซา
ตำบลพลกรัง คำลงท้าย พลกรัง ตัวอย่าง สดพลกรัง เดชพลกรัง นพพลกรัง ด้วงพลกรัง สว่างพลกรัง ประเสริฐพลกรัง
ตำบลปรุใหญ่ คำลงท้าย ปรุ ตัวอย่าง ศรีปรุ สินปรุ บรรจงปรุ เข็มทองปรุ
ตำบลบ้านใหม่ คำลงท้าย ใหม่ ตัวอย่าง สกุลใหม่ ใสใหม่ ฤทธิ์ใหม่ ปานใหม่ นามใหม่
ตำบลโคกสูง คำลงท้าย โคกสูง ตัวอย่าง แววโคกสูง ร่มโคกสูง โนนโคกสูง ถิ่นโคกสูง ดาวโคกสูง ฝ่ายโคกสูง สูบโคกสูง กลิ่นโคดสูง
ตำบลจอหอ คำลงท้าย จอหอ เช่น เกิดจอหอ แก้วจอหอ ภักดีจอหอ ผันจอหอ นิลจอหอ
ตำบลบ้านโพธิ์ คำลงท้าย โพธิ์ ตัวอย่าง บ้านโพธิ์ ยุ้งชมโพธิ์ อยู่โพธิ์ นอนโพธิ์ แก้วโพธิ์
ตำบลบ้านโคกกรวด คำลงท้าย โคกกรวด ตัวอย่าง ชมโคกกรวด เขาโคกกรวด โมโคกกรวด ดีโคกกรวด
ตำบลบ้านเกาะ คำลงท้าย เกาะ ตังอย่าง จำเกาะ จอมเกาะ ในเกาะ แจบเกาะ
ตำบลหมื่นไวย คำลงท้าย หมื่นไวย ตัวอย่าง อินโมหมื่นไวย แจ้งหมื่นไวย ในหมื่นไวย พงษหมื่นไวย ศรีหมื่นไวย จูหมื่นไวย เหล็กหมื่นไวย
ตำบลพะเนาว์ คำลงท้าย พะเนาว์ ตัวอย่าง จันขาวพะเนาว์ ดีนวลพะเนาว์ เสือมาพะเนาว์
ตำบลหนองจะบก คำลงท้าย จะบก ตัวอย่าง ไกรจะบก เจริญจะบก โคกจะบก แย้มจะบก

 
2. อำเภอปักธงชัย
ตำบลเมืองปัก คำลงท้าย เมืองปัก ตัวอย่าง ชุ่มเมืองปัก ฉัตรเมืองปัก ร่มเมืองปัก ฉ่ำเมืองปัก เคลื่อนเมืองปัก
ตำบลตะคุ คำลงท้าย ตะคุ ตัวอย่าง เลิศตะคุ เจริญตะคุ แสงตะคุ
ตำบลตะขบ คำลงท้าย ตะขบ ตัวอย่าง บนตะขบ งามตะขบ ลอยตะขบ
ตำบลงิ้ว คำลงท้าย ฉิมพลี ตัวอย่าง แววฉิมพลี ผลฉิมพลี ใจฉิมพลี โรจน์ฉิมพลี
ตำบลบ้านตูม คำลงท้าย พรหมราช ตัวอย่าง ขำพรหมราช เดชพรหมราช
ตำบลสะแกราช คำลงท้าย กิ่ง ตัวอย่าง ไฝกิ่ง ระวังกิ่ง รวยกิ่ง ดีกิ่ง
ตำบลดอน คำลงท้าย ดอน ตัวอย่าง ขอดอน นอดอน บินดอน ไกลดอน แขดอน
ตำบลสำโรง คำลงท้าย สำโรง ตัวอย่าง เชยสำโรง งามสำโรง ดีสำโรง
    บ้านจาโป๊ะ คำลงท้าย จะโป๊ะ ตัวอย่าง ผันจะโป๊ะ ฉุนจะโป๊ะ สำราญจะโป๊ะ เกิดจะโป๊ะ
    บ้านหนองผักแว่น คำลงท้าย ผักแว่น ตัวอย่างวิเวชผักแว่น สีผักแว่น กินผักแว่น แอมผักแว่น
    บ้านจังหรีด คำลงท้าย จังหรีด ตัวอย่าง จิ๋วจังหรีด แอบจังหรีด ซิงจังหรีด
 
 
3. อำเภอโนนไทย
ตำบลสันเทียะ คำลงท้าย สันเทียะ เช่น โกนสันเทียะ ดอกสันเทีย หันสันเทีย บอนสันเทียะ ภาคสันเทียะ แก่นสันเทียะ ยีสันเทียะ
ตำบลค้างพลู คำลงท้าย ค้างพลู เช่น เกตุค้างพลู แป้งค้างพลูเงินค้างพลู แอบค้างพลู
ตำบลพังเทียม คำลงท้าย พังเทียม เช่น หลงพังเทียม งามพังเทียม ช้างพังเทียม ผิวพังเทียม
ตำบลด่านจาก คำลงท้าย ด่านจาก เช่น มณีด่านจาก ไหลด่านจาก โซด่านจาก แขด่านจาก
ตำบลสายออ คำลงท้าย สายออ เช่น เผ่าสายออ โลกสายออ ห่วงสายออ เงินสายออ
ตำบลกำปัง คำลงท้าย กำปัง เช่น เส็งกำปัง ใสกำปัง สุขกำปัง สว่างกำปัง
ตำบลพันดุง คำลงท้าย พันดุง เช่น โมพันดุง เกพันดุง เกิดพันดุง โตพันดุง
 
 
4. อำเภอสูงเนิน
    ลงท้ายด้วยคำว่าสูงเนิน ทั้งหมด เช่น หวานสูงเนิน เกี้ยวสูงเนิน ไขสูงเนิน รอสูงเนิน เร้าสูงเนิน ศรสูงเนิน แจ้งสูงเนิน บัตรสูงเนิน เดชสูงเนิน ทิพย์สูงเนิน อาจสูงเนิน เชื่องสูงเนิน โบสูงเนิน สร้อยสูงเนิน เจริญสูงเนิน อ้นสูงเนิน โชติสูงเนิน
 
5. อำเภอสีคิ้ว
    เดิมเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอจันทึกหรือเมืองจันทึกนามสกุลจึงลงท้ายว่า จันทึก เช่น แถวจันทึก แอบจันทึก โกฎิจันทึก ศรีจันทึก เหมจันทึก วงศ์จันทึก นามสกุลนี้แพร่ไปถึงปากช่องซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอจันทึก
6. อำเภอโชคชัย
    เดิมชื่ออำเภอกระโทก ส่วนท้ายของสกุลจึงลงท้ายว่า กระโทก ที่อำเภอนี้มีลักษณะเฉพาะ ในการตั้งนามสกุล คือจะตั้งเรียงลำดับอกษร ตั้งแต่ ก ถึง ธ ตามระยะห่างจากตัวที่ว่าการอำเภอ เริ่มจาก ก ซึ่งอยู่ใกล้อำเภอที่สุด ถ้าใครมีนามสกุลเป็นอักษร ฮ เช่น ฮุยกระโทก แสดงว่าบ้านอยู่ ไกลจากตัวอำเภอสุดกู่ การตั้งนามสกุลเช่นนี้ ท่านว่ามีประโยชน์ สำหรับการปกครองพื้นที่       ตัวอย่างนามสกุล เช่น แหวนกระโทก กิ่งกระโทก ทองกระโทก เวยกระโทก มองกระโทก เหิมกระโทก ไฮกระโทก อิ่มกระโทก เพิ่มกระโทก ไหมกระโทก เกลี้ยวกระโทก พลูกระโทก ครึบกระโทก หวงกระโทก ชุ่มกระโทก จุ้ยกระโทก ไข่กระโทก แก้วกระโทก โตกระโทก ทินกระโทก นกกระโทก
 
 
7. อำเภอจักราช
ตำบลทองหลาง คำลงท้าย ทองหลาง เช่น ดีทองหลาง โลทองหลาง วายทองหลาง
ตำบลหนองงูเหลือม คำลงท้าย งูเหลือม เช่น ไปล่งูเหลือม บาทงูเหลือม เผื่อนงูเหลือม ดีงูเหลือม
ตำบลสีสุก คำลงท้าย สีสุก เช่น ขาวสีสุก วิไลสีสุก จันสีสุก
 
 
8. อำเภอพิมาย
    คำลงท้าย พิมาย และการค้า ตัวอย่าง โชติพิมาย ทองพิมาย พงษ์พิมาย คู่พิมาย ชาวพิมาย เทียนพิมาย โครงพิมาย โกร่งพิมาย โตรำพิมาย หลงพิมาย กาญจนพิมาย การพิมาย นามพิมาย ค้าขาย ค้าคล่อง เก่งค้า สืบค้า
 
 
9. อำเภอด่านขุนทด
    คำลงท้าย ขุนทด ชนะ และ โคกรักษ์ เช่น เมฆขุนทด เพียกขุนทด ใบขุนทด ไกรขุนทด นาคขุนทด ดิษขุนทด มากขุนทด บวดขุนทด เชยขุนทด พันชนะ เพียงชนะ ดีชนะ ภูมิโคกรักษ์ ใสโคกรักษ์
 
 
10. อำเภอโนนสูง (รวมอำเภอขามสะแกแสง)
    เดิมเรียกว่าอำเภอกลาง ดังนั้นจึงมีคำลงท้ายนามสกุลว่า กลาง เช่น เล็กกลาง แนมกลาง หวังแอบกลาง มุ่งกลาง ขอแนบกลาง กางร่มกลาง ย่านกลาง อีกสกุลหนึ่งลงท้ายว่าจันอัด เช่น เจ๊กจันอัด ไกลจันอัด บัวจันอัด
 
 
11. อำเภอบัวใหญ่
    เดิมเรียกอำเภอนอก ดังนั้นคำลงท้ายนามสกุลจึงใช้คำว่านอก เช่น ศรีนอก ดอนนอก กระโทกนอก สงนอก ปานนอก คอนนอก พิมลนอกโพธิ์นอก แก้วยางนอก เพลี่ยนอก พรหมนอก รายนอก ชิดนอก กิ่งนอก กระฉอดนอก
 
 
12. อำเภอครบุรี
    ลงท้ายว่า ครบุรี เช่าน อาบครบุรี เสียวครบุรี พลอยครบุรี กลอนครบุรี เทียมครบุรี จรครบุรี
 
 
    อำเภอที่เกิดใหม่ไม่มีการตั้งนามสกุลตามถิ่นที่อยู่คือ ปากช่อง ประทาย ชุมพวง คง ห้วยแถลง ขามสะแกแสง ขามทะเสสอ เสิงสาง บ้านเหลื่อม
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวปโคราชซาวด์ครับคุณ บุคคลทั่วไป
พระสุพจน์  จิรวฑฺฒโน 
วัดบูรพาพิมล พิมาย นครราชสีมา 084 - 4984218
อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทีมงานเวปโคราชซาวด์  
 https://www.facebook.com/groups/123389601097789/



ออนไลน์ จิรวัฒน์ โคราช

  • ความรู้มีไม่เยอะ แต่ถ้าแบ่งได้ก็แบ่ง ๆ กันไป จะเก็บไว้ทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • รองประธานกรรมการ
  • *
  • กระทู้: 3542
  • คะแนน: 230
  • ชีวิตนี้น้อยนัก ทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมให้มาก ๆ
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0
เพลงพื้นบ้านของชาวนครราชสีมา
มีหลายอย่าง เช่น เพลงกล่อมลูก
เพลงกลองยาว(เถิดเทิง) เพลงเซิ้งบั้งไฟ
เพลงแห่นางแมว เพลงปี่แก้ว
เพลงหม่งเหม่ง เพลงลากไม้ เพลงเชิด
เพลงช้าเจ้าหงส์ดงลำไย
แต่เพลงที่เล่นกันแพร่หลาย
และมีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้
คือ เพลงโคราช

เพลงโคราชจะเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด หลักฐานจากคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา มีเพียงว่า สมัยท้าวสุรนารี ( คุณย่าโม ) ยังมีชีวิตอยู่ ( พ.ศ. 2313 ถึง 2395 ) ท่นชอบเพลงโคราชมาก เรื่องราวของเพลงโคราชได้ปรากฏหลัดฐานชัดเจน คือในปี พ.ศ. 2456 ที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง เสด็จมานครราชสีมาทรงเปิดถนนจอมสุรางค์ยาตร์ และเสด็จไปพิมาย ในโอกาสรับเสด็จครั้งนั้น หมอเพลงชายรุ่นเก่าชื่อเสียงโด่งดังมากชื่อนายหรี่ บ้านสวนข่า ได้มีโอกาสเล่นเพลงโคราชถวาย เพลงที่เล่นใช้เพลงหลัก เช่น กลอนเพลงที่ว่า
" ข้าพเจ้านายหรี่อยู่บุรีโคราชเป็นนักเลงเพลงหัด บ่าวพระยากำแหง ฯ เจ้าคุณเทศา ท่านตั้งให้เป็นขุนนาง .....ตำแหน่ง "
    ความอีกตอนเอ่ยถึงการรับเสด็จว่า
" ได้สดับว่าจะรับเสด็จเพื่อเฉลิมพระเดชพระจอมแผ่นดิน โห่สามลา ฮาสามหลั่นเสียงสนั่น....ธานินทร์ "
( สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป้นผู้บังคับการพิเศษประจำกรมทหารม้านครราชสีมา จนถึง พ.ศ. 2462 เมื่อเสด็จนครราชสีมา นายหรี่ สวนข่า ก็มีโอกาสเล่นเพลงถวาย )     เพลงโคราชมีโอกาสเล่นถวายหน้าพระที่นั่งในงานชุมนุมลูกเสือครั้งที่ 1 ในนามการแสดงมหรสพของมณฑลนครราชสีมา เกี่ยวกับกำเนิดของเพลงโคราช มีทั้งที่เป็นคำเล่าและตำนานหลักฐานจากคำบอกเล่าของหมอเพลงอีกจำนวนหนึ่งเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในสมัยรัตนโกสินทร์มีสงครามระหว่างไทยกับเขมร เมื่อไทยชนะสงครามเขมรครั้งไร ชาวบ้านจะมีการเฉลิมฉลองชัยชนะ ด้วยการขับร้องและร่ายรำกันในหมู่สกที่เขาเรียกว่า " ซุมบ้านสก " ใกล้ ๆ กับชุมทางรถไฟ ถนนจิระและเริ่มเล่นเพลงโคราชกันที่หมู่บ้านนี้ ท่าทางการรำรุกรำถอย และการป้องหู มีผู้สันนิษฐานว่าประยุกต์มาจากการเล่นเจรียง ที่เป็นเพลงพื้นบ้านของชาวสุรินทร์ผสมผสาน กับเพลงทรงเครื่องของภาคกลาง
 
ตำนานเพลงโคราช
 
เกี่ยวกับตำนานของเพลงโคราชนั้น ผู้รู้และหมอเพลงเล่าให้ฟังว่า มีนายพรานคนหนึ่งชื่อ เพชรน้อย ออกไปล่าสัตว์ ในเขตหนองบุนนาก บ้านหนองบุนนาก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา คืนหนึ่งแกไปพบลูกสาวพญานาค ขึ้นมาจากหนองน้ำ มานั่งร้องเพลงคนเดียว พรานเพชรน้อยได้ยินเสียง จึงแอบเข้าไปฟังใกล้ ๆ แกประทับใจ ในความไพเราะ และเนื้อหาของเพลง จึงจำเนื้อและทำนองมาร้องให้คนอื่นฟัง ลักษณะเพลงที่ร้องเป็นเพลงก้อม หรือเพลงคู่สอง
 
 อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ชาวโคราชได้เพลงโคราชมาจากอินเดีย โดยพระยาเข็มเพชรเป็นผู้นำมาพร้อมๆ กับลิเก และลำตัด โดยให้ลิเกอยู่กรุงเทพฯ ลำตัดอยู่ภาคกลาง และเพลงโคราชอยู่ที่นครราชสีมา เพลงโคราชระยะแรกๆ เป็นแบบเพลงก้อม คนที่เรียนรู้เพลงโคราช จากพระยาเข็มเพชร ชื่อตาจัน บ้านสก อยู่ "ซุมบ้านสก" ติดกับ สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ
ตำนานทั้งสองถึงเม้จะต่างกันในด้านกำเนิดแต่ตรงกันอย่างหนึ่งที่กล่าวว่าเพลงโคราชระยะแรกเล่นแบบเพลงก้อม
ก้อม เป็นภาษาโคราชและภาษาอีสาน แปลว่า สั้น เพลงก้อมหมายถึง เพลงสั้น ๆ ว่าโต้ตอบกล่าวลอย ๆ ทั้งที่มีความหมายลึกซึ้ง หรือไม่มีความหมายเลยก็ได้
 
  ประเภทของเพลงโคราช 

การแบ่งประเภทของเพลงโคราชนั้น แบ่งได้หลายวิธี พอจะแยกกล่าวได้ดังนี้

1. แบ่งตามโอกาสที่จะเล่น ได้ 2 ประเภท

เพลงอาชีพ ได้แก่ เพลงโคราชที่เล่นเป็นอาชีพ มีการว่าจ้างเป็นเงินตามราคาที่กำหนด เพลงประเภทนี้จะเล่นในงานฉลองหรือสมโภชต่าง ๆ เช่น งานศพ งานบวชนาค ทอดกฐินงานประจำปี หรือเล่นแก้บน ผู้ประกอบอาชีพเพลงโคราชนี้เรียกว่า " หมอเพลง" การเล่นจะเล่นเป็นพิธีการ มีเวที การแต่งกายตามแบบของหมอเพลงและมีการยกครูเป็นต้น 
เพลงชาวบ้าน เพลงประเภทนี้ เป็นเพลงของชาวบ้านที่ร้องเล่นกันในยามว่างงานเพื่อความสนุกสนาน เช่น ในงานลงแขก ไถนา หรือเกี่ยวข้าว หรือพบปะพูดคุยกันในวงสุราชาวบ้านที่ว่าเพลงได้ จะว่าเพลงโต้ตอบกันเพื่อความสนุกสนาน ไม่มีพิธีรีตรอง ไม่ต้องสร้างเวทีหรือ " โรงเพลง " และไม่มีการแต่งกายแบบหมอเพลงอาชีพ

2. แบ่งตามวิวัฒนาการของเพลงโคราช ตั้งแต่ยุคแรกมาจนถึงยุคปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่เพลงสั้น ๆ มาจนถึงเพลงยาว ๆ ที่ใช้เล่นกันในปัจจุบันนี้แบ่งได้ 5 ประเภท คือ

2.1 เพลงขัดอัน เป็นเพลงสั้น ๆ มีสัมผัสอยู่แห่งเดียว คือ ระหว่างวรรคที่ 1 กับวรรคที่ 2 เท่านั้น ส่วนวรรคที่ 3 และ 4 ไม่มีสัมผัส ( สัมผัสที่ใช้เป็นสัมผัสสระ ) เช่น
   2.1.1 เอ้อเอ่อ....สะรุสะระ     อีแม่กะทะขั่วถั่ว
    เมิ้ดบุญผัวแล้ว         เหมือนไข่ไก่ร่างรัง
    2.1.2 เอ้อเอ่อ....สะรุสะระ      อีแม่กะทะขั่วหมี่
    รู้ว่ากินไม่เมิ้ด          มึงจิขั่วมากทำไม
    ( ในข้อ 2.1.2 นี้ จะเห็นได้ว่ามีการเล่นอักษรเพิ่มเข้ามาแต่ยังไม่บังคับ ลักษณะนี้จะกลายเป็นสัมผัสบังคับในสมัยหลัง ) 
    2.2 เพลงก้อม เป็นเพลงสั้น ๆ เช่นเดียวกับเพลงขัดอัน แต่เพิ่มสัมผัสในระหว่างวรรคที่ 3 และ 4 ซึ่งไม่มีในในเพลงขัดอัน เช่น
    ทำกะต้องกะแต้ง     อยู่เหมือนกะแต๋งคอกะติก
    ขอให่พี่ซักหน่อย         จะเอาไปฝากถ่วยน่ามพริก
 
2.3 เพลงหลัก เป็นเพลงที่เพิ่มจำนวนวรรคจาก 4 วรรคในเพลง 2 ประเภทต้นมาเป็น 6 วรรค เพลงประเภทนี้จะเห็นว่าการเริ่มใช้สัมผัสประเภทอักษรเด่นชัดขึ้นเช่น
   
2.3.1 อันคนเราทุกวัน         เปรียบกันกะโคม
    พอคนโห่ควันโหม      ก็ลอยบนเวหา
    พอเมิ้ดควันโคมคืน      ก็ต๊กลงพื้นสุธา...ใหญ่
2.3.2 เกษาว่าผม         แก่แล้วบานผี
    เมื่อผมดำงามดี         ก็ลับมาหายดำ
    ไม่เป็นผลดีดอกผม     จะไม่นิยมมันทำ...ไม
 
    2.4 เพลงสมัยปัจจุบัน คือเพลงที่ใช้ร้องเล่นกันในปัจจุบัน มีขนาดยาวกว่าสมัยก่อน ๆ แต่ถ้าร้องจะร้องช้าบางทีจังหวะไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับผู้ร้อง ร้องช้าหรือร้องเร็วไม่สม่ำเสมอเช่น

โอ้โอ่
...... ประเทศของไทยเราถึงคราวแคบ มันต้องมีคนแอบดอกนาพี่เอย
.......คนแฝงเพลงโคราช สมัยเจริญจ้างเป็นเงินมาก็แพง .......เองจะว่ากันยังไงจะถูกใจคนฟังขอให้หนุ่มนำหน้าพอ
.......เหนื่อยมาจะนำนอน ถ้าเข่าใจครรไลจร ให้ชี่นิ่วนำทาง
.......อุปมาเหมือนยังพระ.....เดินนำเณร (ตบมือ)
    สมัยวิวัฒน์พัฒนา                  เขาก้าวหน่ามิใช่น่อย
    มาฉันจะเดินซ่อนรอย           ขอแต่ให้พี่ชายนำ
    ถ้ายังไม่จรจะนำไปถึงจุ๊ด      ฉันคงไม่ยุ๊ดพยายาม
    จะนำน้องเข่าไปเขาใหญ่      หรือดงพญา....เย็น
 
2.5 เพลงจังหวะรำ เพลงประเภทนี้ เป็นที่ใช้ร้องกันอยู่ในสมัยปัจจุบันเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในข้อ 2.4 แตกต่างกันที่ตรงจังหวะรำนี้จะเล่นสัมผัสมาก และสม่ำเสมอ สามารถเคาะจังหวะตามได้ และขณะที่ร้อง ผู้ร้องจะรำขย่มตัวไปตามจังหวะเพลงด้วย โดยจะเริ่มรำเมื่อว่าไปแล้วประมาณ 4 วรรค เพราะใน 4 วรรคต้นนี้จังหวะยังไม่กระชั้นหรือคงที่ อาจช้าบ้างเร็วบ้าง จะรำด้วยก็ได้แต่เป็นการรำช้า ๆ ไปรำจังหวะเร็วที่วรรคที่ 5 - 8 เป็นการจบท่อนแรก พร้อมทั้งตบมือ 1 ครั้ง พอขึ้นท่อนที่ 2 จะร้องช้าลงเพื่อเตรียมจบหรือเตรียมลง การรำหลอกล่อกันระหว่างชายและหญิง คือถ้าฝ่ายชายร้อง ฝ่ายหญิงก็จะรำด้วย ถ้าฝ่ายหญิงร้องฝ่ายชายก็จะรำด้วย การรำจึงเป็นการรำทีละคู่ 
 
3. แบ่งตามลักษณะกลอน จะได้เป็น 5 ประเภทคือ เพลงคู่สอง เพลงคู่สี่ เพลงคู่แปด และเพลงคู่สิบสอง การแบ่งเช่นนี้ เป็นการกำหนดประเภทคล้ายแบบที่แบ่งตามวิวัฒนาการนั่นเอง คือเพลงคู่สองกับคู่สี่ เป็นเพลงก้อม ส่วนเพลงคู่หก กับคู่แปดเป็นเพลงที่ใช้ร้องกันในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองประเภทนี้ มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ในด้านจำนวนคำในวรรค ส่วนเพลงคู่สิบสองนั้นเป็นเพลงที่ดัดแปลง มาจากเพลงคู่แปด โดยเพิ่มจำนวนคำ ในวรรคมากขึ้น และร้องเร็วมาก จังหวะถี่ยังไม่แพร่หลายนักในปัจจุบัน เพราะหมอเพลงส่วนใหญ่ จะคิดคำไม่ทัน กับที่ต้องว่าเร็ว ๆ จึงปรากฎให้เห็น เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

4. แบ่งตามเนื้อหาของเพลง จะได้หลายชนิด เช่น เพลงเกริ่น เพลงเชิญ เพลงไหว้ครู เพลงถามข่าว เพลงชวน เพลงชมนกชมไม้ เพลงเกี้ยวเพลงเปรียบ เพลงสาบาน เพลงด่า เพลงคร่ำครวญ เพลงสู่ขอ เพลงเกี้ยวแกมจาก เพลงจาก เพลงลา เพลงพาหนี เพลงปลอบ เพลงไหว้พระ เพลงตัวเดียว เพลงเรื่อง ( นิทาน ) เป็นต้น 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12, 11, 2012, 02:09:29 PM โดย จิรวัฒน์ โคราช »
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวปโคราชซาวด์ครับคุณ บุคคลทั่วไป
พระสุพจน์  จิรวฑฺฒโน 
วัดบูรพาพิมล พิมาย นครราชสีมา 084 - 4984218
อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทีมงานเวปโคราชซาวด์  
 https://www.facebook.com/groups/123389601097789/



ออนไลน์ จิรวัฒน์ โคราช

  • ความรู้มีไม่เยอะ แต่ถ้าแบ่งได้ก็แบ่ง ๆ กันไป จะเก็บไว้ทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • รองประธานกรรมการ
  • *
  • กระทู้: 3542
  • คะแนน: 230
  • ชีวิตนี้น้อยนัก ทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมให้มาก ๆ
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0
วิวิฒนาการของเพลงโคราช ในด้านเนื้อหา

  เนื้อหาของเพลงโคราชมีหลายรส ทั้งคำสั่งสอน คำด่า กระทบกระเทียบเปรียบเปรย และกล่าวเป็นนัยถึงเรื่องเพศ เป็นการใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์ และการใช้คำตรงๆ จนคนที่ไม่ชิน กับเพลงปฎิพากย์พื้นบ้าน ฟังไม่ได้ เพราะเห็นว่า หยาบโลนจนเกินไป ถ้าผู้ฟังเพลงชอบใจ จะโห่ฮิ้วแทนการปรบมือ
   เนื้อหาของเพลงโคราชเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้
    1. สุภาษิต และคำสั่งสอน
    2. เจตคติต่อสังคม
    3. ความเชื่อถือและค่านิยม
    4. ความเป็นอยู่ อาชีพ และสภาพสังคม
    5. วรรคดีไทย
    6. นิทานพื้นบ้านและนิทานชาดก
    7. ประวัติศาสตร์และวีรสตรีไทย
    8. การใช้ปฏิภาณไหวพริบในการพูดจาโต้ตอบกัน
    9. ความรัก
  10. ธรรมในพุทธศาสนา
 
เนื้อหาของเพลงโคราช ขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะเล่น และบางครั้ง ก็แล้วแต่เจ้าภาพที่หาเพลงโคราชไปเล่น เป็นผู้กำหนดว่าจะให้เล่นเรื่องอะไร หมอเพลงโคราชรุ่นเก่า จะเน้นเรื่องการใช้ปฏิภาณไหวพริบ นิทานชาดก และเคร่งครัดมากในเรื่องสอนศีลธรรม หมอเพลงโคราชรุ่นใหม่ มักจะเล่นตามคำเรียกร้องของผู้ฟัง และบางคน ไม่เคร่งครัดในเรื่องศีลธรรมมากนัก
มีข้อสังเกตุว่า วัดหลายแห่งในชนบทของนครราชสีมา เช่นที่อำเภอ พิมาย และอำเภอจักราช เวลาเทศน์มหาชาติ จะมีการแหล่ประกอบ เพลงแหล่เหล่านั้น จะต้องมีเพลงโคราชควบอยู่เสมอ 

การเขียนกลอนเพลงโคราช

แม้จะทราบว่า คณะสัมผัสของเพลงโคราชเป็นอย่างไร แต่การเขียนกลอนหรือแต่งกลอน ไม่อาจกระทำได้ง่ายนัก การบรรจุคำลงตามคณะ ให้ถูกต้องสัมผัสบังคับได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถร้องเป็นทำนองได้ เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในวรรณคดีบางประเภท โดยเฉพาะวรรณคดีการละคร ว่ามีกลอนบทละครบางเรื่อง ที่ไม่สามารถนำไปร้องหรือเล่นละครได้จริง เพราะแม้จะถูกต้องตามสัมผัสบังคับทุกประการ แต่ลีลาของกลอน ไม่สอดคล้องกับทำนองการร้อง 


     เพลงโคราชก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่จะเขียนกลอนโคราชได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่รู้จักทำนองจังหวะ และลำนำของเพลงโคราชได้ว่าป็น อย่างไร ต้องจำได้แม่นว่า ลำนำทำนองและจังหวะ เป็นอย่างไรนั่นย่อมหมายถึงว่า ผู้ที่จะจดจำ ลำนำจังหวะและทำนองได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่เคยฝึกหัดร้องเพลงโคราชให้จำได้มาก ๆ หมั่นฝึกฝน จนรู้เสียงสูง เสียงต่ำ เสียงสั้น เสียงยาวและฟังจังหวะแม่นยำ หรือเคยชิน เมื่อได้สัมผัสกับกลอนเพลงบ่อย ๆ ก็จะจำได้ขึ้นใจ เมื่อจะแต่งกลอน หรือนึกกลอนใหม่ ก็ใช้คำไปตามทำนอง หรือจังหวะที่จำได้นั้นเป็นเกณฑ์ ดังนั้นแม้หมอเพลงโคราช จะไม่ได้เรียนหรือศึกษาเกี่ยวกับคณะสัมผัส หรือลักษณะกลอนเพลงโคราช ในภาคทฤษฎี แต่จากการท่องกลอนบ่อยๆ ฝึกหัดว่าเพลงด้วยความพยายาม ก็จะรู้ได้ว่า คำคล้องจองหรือสัมผัส และลีลาของเพลงเป็นอย่างไร ถ้าหากมีความรู้การใช้คำ หรือมีความรู้แตกฉานในด้านภาษา ก็จะสามารถหาคำ มาใส่ในกลอน ให้สามารถร้องเป็นเพลงได้ ครูเพลงทั่วไป จึงแต่งกลอนเพลงได ้ในลักษณะเขียนไปตามลีลานี้ หรือหมอเพลง ที่มีประสบการณ์พอสมควร จะสามารถด้นกลอนหรือว่ากลอนสดได้ทันที ส่วนที่ยังไม่ชำนาญ ใช้วิธีท่องจำกลอนเพลงให้ได้มากๆ จึงจะสามารถสังเกตได้ว่า หมอเพลงคนเดียวกัน ถ้าเขาเล่นต่างโอกาส ต่างสถานที่ มักจะมีเนื้อร้อง และทำนองซ้ำๆ กันอยู่มาก หรือสังเกตได้อีกว่าหมอเพลงหลาย ๆ คน ที่เรียนมา จากครูคนเดียวกัน ก็จะมีลีลาการร้อง ทำนอง จังหวะเพลงคล้ายคลึงกัน
     สำหรับผู้ที่จะฝึกหัดเขียน หรือแต่งกลอนเพลงโคราช ก็จะต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกันคือ ศึกษาส่วนประกอบต่างๆ ของเพลงโคราชให้เข้าใจ และต้องร้องเพลงโคราชได้ เมื่อเขียนมาแล้วก็ลองร้องดู ถ้าตรงไหนใช้เสียงผิดไป จากลีลาของเพลง ก็สามารถแก้ไข หรือปรับเข้ากับลีลานั้นได้ 

วิวัฒนาการของการเล่นเพลงโคราช

1. การฝึกเพลงโคราช
    การฝึกเพลงโคราชนั้น ส่วนใหญ่ผู้มีใจรักในการที่จะเป็นหมอเพลงแล้ว มักไปฝากตัวเป็นศิษย์ กับครูเพลงโดยตรง มีบางรายที่บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ต้องการให้ลูกเป็นหมอเพลงก็นำไปฝากกับครูเพลง และบางรายที่ครูเพลง เห็นว่ามีแววจะเป็นหมอเพลงที่ดี ก็มักจะขอตัวไปอยู่ด้วย ครูจะดูหน่วยก้านของผู้ที่จะเป็นศิษย์ ดูกิริยาท่าทาง เสียงและปฏิภาณ การทดสอบเพื่อรับเป็นลูกศิษย์ อาจทำได้โดย ให้ร้องว่าเพลงก้อมให้ฟัง ถ้าเห็นว่ามีแวว พอจะเป็นหมอเพลงได้ ก็รับไว้ ก่อนจะหัดต้องมีการยกครูก่อน
อุปกรณ์ที่จะใช้คือ
    1. กรวย 6 กรวย ( ลักษณะเป็นกรวยก้นแหลม )
    2. ดอกไม้ขาว 6 คู่
    3. เทียน 6 เล่ม
    4. ธูป 6 ดอก
    5. ผ้าขาว 1 ผืน ยาวประมาณ 4 ศอก
    6. เงิน 6 บาท บางครูก็ 12 บาท
   
เมื่อรับไว้เป็นศิษย์แล้ว ผู้ที่จะหัดเพลง ก็จะพักอยู่ที่บ้านครู ช่วยครูทำงานในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนจะต่อเพลงกับครู ซึ่งเป็นการต่อเพลงแบบปากต่อปาก ไม่มีการเขียนหรือจดไว้ เพราะคนในสมัยก่อน มีผู้รู้หนังสือน้อย หมอเพลงที่มีชื่อเสียงมากในยุคก่อน บางคนไม่รู้หนังสือ การต่อกลอนในลักษณะนี้จะต่อกันคืนละ 1 กลอนเท่านั้น ศิษย์จะต้องท่องจนขึ้นใจ และต้องว่าให้ครูฟังในตอนเช้า ก่อนที่จะออกไปทำงานให้ครู ถ้าจำไม่ได ้ก็จะต้องต่อกันใหม่ในคืนต่อไป จนกว่าจะจำได้ นอกจากจะต่อกลอนแล้ว ครูยังให้ฝึกการเอื้อนทำนอง และออกเสียงตัวกล้ำ ร ล อีกด้วย

ศิษย์คนใดมีความจำดี มีปกิภาณ ก็อาจจะใช้เวลาเรียนไม่นาน 1 - 2 ปี ก็ออกเล่นได้ แต่บางคนเรียนช้า อาจใช้เวลาถึง 10 ปี เนื้อหาที่เรียนนั้น ถ้าเป็นผู้หญิง จะเรียนเฉพาะกลอนเพลง ถ้าผู้ชายจะเรียนคาถาอาคมด้วย ในสมัยก่อนพวกผู้ชาย ก่อนที่จะออกแสดง จะต้องทำพิธีเข้ากรรมในโบสถ์ เป็นเวลา 7 วัน กินข้าววันละ 7 ปั้น วันแรกต้องทำน้ำมนต์ไว้ดื่ม และต้องกินพริกไทพันเม็ด เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปัญญาดีว่าเพลงออก ในระหว่างที่เข้ากรรม 7 วัน นี้ห้ามว่าเพลง เพราะทำให้กรรมแตก เรียกว่าถ้าใครกรรมแตก มักจะมีอันเป็นไป ผู้เข้ากรรม แต่ละคนจะมีไก่สีขาว เรียกว่าไก่ชี ไว้เสี่ยงทาย ในระหว่างที่เข้ากรรมไก่ของใครคึก เจ้าของไก่ มักจะเป็นหมอเพลงที่มีชื่อต่อไป ถ้าไก่ของใครหงอย เจ้าของมักจะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพหมอเพลง
 

 2. ลักษณะเวทีเพลงโคราช
    ในสมัยก่อนนั้น การเล่นเพลงโคราชไม่จำกัดสถานที่อาจเล่นบนบ้านหรือลานบ้านก็ได้ เพียงแต่นำครกตำข้าว (ครกซ้อมมือ) มาวางคว่ำลง แล้วหาถังตักน้ำวางไว้บนครกนั้น เพื่อให้หมอเพลงได้ดื่มแก้คอแห้ง ในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง ชาวบ้านมักจะทำไต้ช้าง หรือไต้รุ่งให้แสงสว่างแทน ลักษณะของไต้ช้างหรือไต้รุ่ง ทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ 5 ศอก ปลายข้างหนึ่งจักด้วยมีด แผ่ออกสานด้วยไม้ไผ่เป็นรูปกระทะใส่ดินกรุ ใส่ชันผสมไม้ผุ ๆ หรือแกลบ จุดให้แสงสว่าง ปลายอีกข้างหนึ่งฝังดินใกล้ ๆ กับครก ต่อมาใช้ตะเกียงเจ้าพายุ หรือตะเกียงลาน จุดแทนไต้รุ่ง เวที ก็เปลี่ยนมาเป็นลำดับ คือ มีเสา 4 เสา ยกพื้นปูกระดาน สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร หลังคามุงด้วยก้านมะพร้าว ที่กลางพื้นเวทีก็ยังมีถังใส่น้ำตั้งอยู่เช่นเดิม เมื่อก่อน ที่ยังไม่มีเครื่องขยายเสียงนั้น หมอเพลงต้องเสียงดัง พอที่จะฟังได้ยิน แต่ปัจจุบันสิ่งที่ช่วยให้แสงสว่าง ในการเล่นเพลงโคราชคือ ไฟฟ้าและมีเครื่อขยายเสียง ที่ดังกว่าเสียงหมอเพลงในครั้งก่อน ๆ เป็นประโยชน์ทั้งผู้ฟังและหมอเพลง
 
3. พิธีไหว้ครู
    ก่อนขึ้นเวที หมอเพลงจะไหว้ครูก่อน เครื่องไหว้ครู ซึ่งเจ้าภาพเป็นผู้หามาให้ ประกอบด้วย ผ้าขาว 1 ผืน กรวยพระ 6 กรวย ดอกไม้ ธูป เทียน และเงินค่ายกครู 6 บาท สำหรับงานธรรมดา ส่วนงานศพ 12 บาท ผ้าขาวนั้นจะได้คืนจากหมอเพลง เมื่อเสร็จงานแล้ว หมอเพลงจะไหว้ครูทุกวัน โดยหัวหน้าที่ไป จะเป็นผู้นำไหว้ หลังจากแต่งตัวเสร็จก่อนขึ้นเวที การไหว้คร หมอเพลงจะไหว้บุพการี และบางคนก็ไหว้พญามารด้วย คือขอให้พญามาร ทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ย่อยยับ จำกลอนไม่ได้ ในบทไหว้ครูก็ดูไม่จริงจัง และแทรกอารมณ์ขัน ไว้มาก

4. การแต่งกายของเพลงโคราช
    การแต่งกายของหมอเพลงโคราชผู้ชายนั้น ส่วนใหญ่จะนุ่งผ้าโจงกระเบน ผ้าที่จะนำมานุ่งส่วนใหญ่ จะเป็นผ้าไหมหางกระรอก ซึ่งเป็นผลิตผลของชาวโคราชผลิตกันขึ้นมาเอง หรือบางทีก็ใช้ผ้าม่วงแทนก็มี เสื้อที่ใช้นั้น เป็นเสื้อคอกลม แขนสั้น สีไม่จำกัด มีผ้าขาวม้าคาดเอว ภาษาโคราชว่าใช้ผ้าขาวม้า "เคียนพุง" เครื่องประดับอื่น ๆ นอกจากนี้แล้ว ส่วนใหญ่ไม่มี หมอเพลงบางคนก็แขวนพระเครื่องบ้าง   ส่วนการแต่งกาย ของฝ่ายหญิงนั้น นุ่งผ้าโจงกระเบน เหมือนหมอเพลงผู้ชาย ผ้าที่ใช้นุ่งก็เป็นผ้าไหมหางกระรอกหรือผ้าม่วง
เสื้อนิยมสวมเสื้อรัดรูป ไม่มีปก แขนสั้น ในสมัยก่อนนั้นผู้หญิงไม่สวมเสื้อ มีแต่ผ้ารัดอก และใช้ผ้าสะไบเฉียง พาดไหล่ นอกจากนี้บางคนนิยมใช้พลูจีบทัดหู ทั้งนี้เพราะผู้หญิงไม่รู้จักชายหูชายตา ครูเพลงเลยสอน ให้หัดชำเลืองดูพลูจีบที่ทัดหู
 
5. ท่ารำ
    ท่ารำพอจะจำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
    1. ท่ารำช้า ลักษณะการรำผู้ชาย จะกางแขนทั้งสองข้างออกพองาม มือแบออกรำขึ้นลงข้างต้น ส่วนขา ย่างตามจังหวะ ของกลอนเพลง สมัยก่อนผู้ชายจะวาดวงแขนกว้าง ผู้หญิงรำเหมือนฝ่ายชาย ต่างกันที่จีบมือ และวงแขนแคบ
    2. ท่ารำเร็ว ฝ่ายชายจะรำเหมือนท่ารำช้า แต่เร่งจังหวะการรำให้เร็วขึ้นตามกลอนเพลง อีกทั้งต้องรำรุดหน้า เข้าหาฝ่ายหญิง ทำนองว่า จะเข้าไปถูกเนื้อต้องตัว ท่ารำเหมือนท่ารำช้า เมื่อฝ่ายชายรุกมา หญิงก็จะรำถอยหนี มือทั้งสอง ต้องคอยรำปัดป้อง มิให้ฝ่ายชายถูกเนื้อต้องตัวได้ แต่อย่างไรก็ตาม
มีข้อห้ามสำหรับหมอเพลง ฝ่ายชาย จะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้
ปรัชญาเบื้องหลังท่ารำ มีว่า การที่ผู้ชายวาดวงแขนกว้าง เป็นการแสดงการปกป้อง คุ้มครองฝ่ายหญิง ผู้หญิงวาดวงแขนแคบ แสดงการฉอเลาะ ตอนแรกชายจะรุกหญิงถอย และตอนหลังหญิงจะรุก ชายถอย แสดงว่าหญิงจะชนะทุกครั้ง ในเรื่องเพศ
 
 
6. ลำดับขั้นของการเล่นเพลงโคราช
    การเล่นเพลงโคราชซึ่งกลอนเพลงมีชื่อเรียกตามเนื้อหาต่างๆ แต่พอจะสรุปการเล่นเป็นขั้น ๆ ได้ดังนี้
  1. เพลงเกริ่น ฝ่ายชายจะขึ้นเวทีก่อน บอกเกริ่นให้รู้ถึงเหตุที่จัดให้มีการเล่นเพลงขึ้นเพื่ออะไร งานอะไร ใครเป็นเจ้าภาพ มีจุดประสงค์สิ่งไร ให้ผู้ที่มาฟังได้ทราบ และอาจมีการขออภัยผู้ชมก่อน ถ้าสุ้มเสียง หรือการแสดง บกพร่อง
  2. เพลงเชิญ ฝ่ายชายจะต้องร้องเชิญให้ฝ่ายหญิงลงจากเรือนมาเพื่อว่าเพลงกับตน
    เพลงตัดเชิญ ฝ่ายหญิงจะร้องแก้ว่าการที่ลงมาช้าเพราะเป็นผู้หญิงก็ต้องแต่งกายให้สวยงาม อาจล่าช้าไปปบ้างต้องขออภัย
  3. เพลงถามข่าว ฝ่ายชายจะถามผู้หญิงว่า ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร
  4. เพลงเปรียบ เป็นเพลงที่ทั้งสองฝ่ายกระทบกระเทียบเสียดสีซึ่งกันและกัน
  5. เพลงไหว้ครู ร้องเพื่อระลึกถึงครู อาจารย์ซึ่งนำความรู้สั่งสอนมา ไหว้ทั้งคุณพระรัตนตรัย และพญามาร
  6. เพลงปรึกษา หลังจากไหว้ครูแล้ว ก็จะปรึกษากันว่าจะเริ่มเล่นเรื่องอะไรก่อนดี
  7. เพลงเกี้ยว เพลงเกี้ยวนี้มีหลายอย่าง ทั้งเกี้ยวธรรมดาและเกี้ยวหลอก ๆ
  8. เพลงชวน เกี้ยวแล้วเมื่อชอบพอกัน ก็ชวนกันหนีหรือชวนไปชมนก ชมไม้
  9. เพลงชมธรรมชาติ พรรณนาความงามของธรรมชาติ
10. เพลงเรื่อง เป็นเพลงที่เล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น เรื่องเวสสันดร สุภมิต เกสินี เป็นต้น
11. เพลงลองปัญญา เป็นการซักถามประวัติของบางสิ่งบางอย่าง เพื่อทดสอบปัญญา
12. เพลงเกี้ยวแกมจาก ฝ่ายหญิงและชายสั่งลากันอวยชัยให้พรฝ่ายตรงกันข้ามบางทีก็ชวนไปอยู่ด้วยกัน
13. เพลงปลอบ เป็นเพลงที่บอกอย่าให้เสียอกเสียใจเมื่อลา
14. เพลงจาก เป็นเพลงที่บอกถึงความจำเป็นต้องจากลา
15. เพลงคร่ำครวญ แสดงถึงความรันทดในการพลัดพรากจากกัน
16. เพลงให้พร เป็นการให้พรเจ้าภาพ ผู้ดู รวมถึงหมอเพลงด้วยกัน
17. เพลงลา กล่าวลาเจ้าภาพ ผู้ดู และหมอเพลงที่ร่วมเล่นด้วยกัน
   
    เพลงโคราชสมัยปัจจุบันอาจจะมีการแสดงอื่น ๆ เข้าแทรกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ผู้ฟังคลายความล้าจากการฟัง หรืออาจเป็นการแทรกเพื่อทำตามคำขอผู้ชมก็ได้ เช่นแทรกลำตัด เพลงฉ่อย หมอลำ เพลงลูกทุ่ง แหล่ ฯลฯ ในยุคก่อนนั้น จะมีการแทรกเพียงแหล่โคราชเท่านั้น แต่ต่อมา อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของการแสดงอื่น ๆ เข้ามามีบทบาทขึ้น จึงทำให้มีการผสมผสานทางด้านการแสดงกันมากขึ้น
     
7. ความเชื่อในการเล่นเพลงโคราช
    ส่วนใหญ่หมอเพลงจะมีความเชื่อในเรื่องโชคลางพอสมควร เช่นในการก้าวขึ้นโรงเพลง จะมีการดูทิศ ตามฤกษ์รับ ก้าวแรกที่ขึ้น จะต้องเลือกดูตามทิศทาง โดยการหายใจ ถ้าข้างซ้ายคล่อง ก็ก้าวขาซ้ายขึ้น ทำนองเดียวกัน ถ้าข้างขวาหายใจสะดวก ก็ก้าวข้างขวาขึ้น เป็นต้น เมื่อขึ้นเวทีไปแล้ว ก็มีการเป่าคาถามหานิยม เพื่อให้ผู้ฟังชื่นชอบตนก็มี หมอเพลงบางคนเชื่อว่าหลังคาโรงเพลงนั้น ถ้าหากมีการมัดด้วยตอก หรือสิ่งอื่นใดจะทำให้คาถาอาคม สติปัญญาในการว่าเพลงเสื่อมลงไปด้วย ก็ขอร้องให้แก้มัดตอกออกก็มี
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวปโคราชซาวด์ครับคุณ บุคคลทั่วไป
พระสุพจน์  จิรวฑฺฒโน 
วัดบูรพาพิมล พิมาย นครราชสีมา 084 - 4984218
อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทีมงานเวปโคราชซาวด์  
 https://www.facebook.com/groups/123389601097789/



ออนไลน์ จิรวัฒน์ โคราช

  • ความรู้มีไม่เยอะ แต่ถ้าแบ่งได้ก็แบ่ง ๆ กันไป จะเก็บไว้ทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
  • ผู้ดูแลบอร์ด
  • รองประธานกรรมการ
  • *
  • กระทู้: 3542
  • คะแนน: 230
  • ชีวิตนี้น้อยนัก ทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมให้มาก ๆ
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0
เพลงโคราชจากอดีตถึงปัจจุบัน

สมัยก่อนนั้น เพลงโคราชเป็นที่นิยมมาก เพราะการแสดงมหรสพ ที่เป็นหัวใจของงานฉลองสมโภชใด ๆ ก็ตาม มีเพลงโคราชเพียงอย่างเดียว คนฟังเพลงก็มีเวลามาก ฟังกันตั้งแต่หัวค่ำจนรุ่งเช้า เมื่อหมอเพลงเล่นเพลงลา คือลาผู้ฟังลาเจ้าภาพ และเพื่อนหมอเพลงด้วยกัน จะมีปี่พาทย์ ฆ้อง กลอง บรรเลงรับ หมอเพลงจะรำตามกัน ไปยังบ้านเจ้าภาพ เจ้าภาพก็นำเงินค่าหมอเพลงมาให้ พร้อมทั้งเลี้ยงข้าวปลา อาหาร และห่อข้าว ของกินต่าง ๆ ให้เป็นเสบียง ในการเดินทางกลับ คนฟังจะอยู่ร่วมฟังงาน จนเสร็จสิ้นกระบวนการ จึงทยอยกลับเช่นกัน

เพลงโคราชสมัยก่อน ได้ไปเล่นหลายจังหวัด เช่น บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุรินทร์ ตลอดจนถึงประเทศกัมพูชา สำหรับจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง ก็ไปเล่นเป็นครั้งคราว ปัจจุบันค่านิยมของผู้ฟัง เปลี่ยนแปลงไปมาก แม้แต่ผู้ฟัง ในจังหวัดนครราชสีมาเอง ก็เสื่อมความนิยมลงมาก บ้างก็เห็นว่า เพลงโคราช เป็นเพลงหยาบคาย และไม่น่าสนใจ แม้ทางราชการส่งเสริม ให้นำออกแสดง ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา ก็ต้องผ่านการตรวจ อย่างรัดกุม จะใช้ภาษาตรง ๆ เหมือนสมัยก่อนไม่ได้ถือว่าไม่เหมาะสม

ในการจัดงานฉลองสมโภชใดๆ มักจะมีมหรสพอื่นๆ เป็นคู่แข่งมากมาย เช่น ภาพยนตร์ มวย เพลงลูกทุ่ง ลิเก และรำวง เพลงโคราชจึงเป็นที่สนใจ สำหรับผู้ฟังรุ่นเก่าที่มีอายุค่อนข้างสูงแทบทั้งนั้น หมอเพลงโคราช ได้รวมตัวกัน เป็นคณะเพลงโคราช หลายคณะ และเข้ามาตั้งสำนักงานคณะ อยู่ในอำเภอเมืองเป็นส่วนใหญ่ เพื่อความสะดวก สำหรับมาติดต่อ หาเพลงไปเล่น หมอเพลงโคราช ต้องเล่นเพลงประยุกต์ ตามใจผู้ฟัง เช่น เล่นเพลงหมอลำ เล่นเพลงลำตัด และเพลงลูกทุ่ง พูดถึงท่ารำแตกต่างกันไป มีเพลงโคราชของคณะทองสุข กำปัง ที่ประยุกต์ เล่นแบบลำเพลิน คือนำเอาดนตรีสากล เข้ามาประกอบ แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก

การรวมตัวกันเป็นคณะเพลงโคราชปัจจุบันนั้น นางสองเมือง อินทรกำแหง เป็นผู้ริเริ่มตั้งขึ้นเป็นคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2499 ตั้งอยู่ที่ ถนนสุรนารายณ์และต่อมาก็มีคณะต่าง ๆ ตั้งขึ้นอีกหลายคณะ ข้อดีคือ ทำให้สะดวก ในการติดต่อจ้างไปเล่น ข้อไม่ดีคือ เมื่อหมอเพลงอยู่คณะเดียวกัน ก็รู้ชั้นเชิงและฝีปากกัน ทำให้ฟัง ไม่สนุกสนาน มีผู้พยายามจะรวมคณะเพลงโคราชต่าง ๆ ก่อตั้งเป็นสมาคมเพลงโคราช แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือ จากหมอเพลงเท่าที่ควร

จากความเชื่อที่ว่า ท่านท้าวสุรนารี ( คุณหญิงโม หรือ ย่าโมที่ชาวบ้านเรียกท่าน ) ชอบเพลงโคราช ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ จึงมีผู้หาเพลงโคราชไปเล่นให้ท่านฟัง เป็นการแก้บน ณ บริเวณใกล้ ๆ กับอนุสาวรีย์ ในตอนกลางคืนเป็นประจำ อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ ได้รู้จักเพลงโคราช และหมอเพลงมีรายได้ประจำ แต่ก็มีผู้สนใจไปฟังไม่มากนัก

พูดถึงการดำเนินชีวิตของหมอเพลงรุ่นปัจจุบัน ส่วนใหญ่อาชีพทำนา และเล่นเพลงเป็นอาชีพรอง แต่หมอเพลง ที่มีชื่อเสียงเช่น ลอยชาย แพรกระโทก, ลำดวน จักราช, ทองสุข กำปัง, นกน้อย วังม่วง, รำไพ หัวรถไฟ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การประกอบอาชีพ ของหมอเพลงโคราชยังทำรายได้ดี ยังเป็นอาชีพที่มั่นคงอยู่ หมอเพลงดังกล่าวนี้ แม้จะประกอบอาชีพอื่น เช่น ทำนา ทำไร่ เป็นนักธุรกิจ แต่อาชีพหลักคือเล่นเพลงโคราช
 
ข้อมูลจาก : ของดีโคราช เล่มที่ 4 สาขาการกีฬาและนันทนาการ
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏ นครราชสีมา ,2538

ที่มา  http://www.koratinfo.com/
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวปโคราชซาวด์ครับคุณ บุคคลทั่วไป
พระสุพจน์  จิรวฑฺฒโน 
วัดบูรพาพิมล พิมาย นครราชสีมา 084 - 4984218
อีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อทีมงานเวปโคราชซาวด์  
 https://www.facebook.com/groups/123389601097789/



ออฟไลน์ ช่างเต้ วงดนตรีวุฒิชัยอินคอนเสริตย์

  • ทีมงานวงดนตรี วุฒิชัยอินคอนเสริตย์
  • ที่ปรึกษาผู้ดูแลบอร์ด
  • พนักงาน
  • *
  • กระทู้: 1465
  • คะแนน: 72
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0
ขอบคุณความรู้เมืองโคราชครับ
วงดนตรีวุฒิชัยอินคอนเสริตย์   รำวงย้อนยุค  วงดนตรี  อิเล็คโทน   เวที  เครื่องเสียง  จอโปรเจคเตอร์   ยินดีรับใช้เจ้าภาพทุกท่านครับ
==============================
สำนักงานเลขที่  158/22-23  ต บ้านเกาะ  อ เมือง  จ นครราชสีมา  30000
โทร   044-230905   044-248075   081-8797520   089-8457252

ออฟไลน์ ผอ.เกษม

  • ที่ปรึกษาผู้ดูแลบอร์ด
  • บัณฑิตใหม่
  • *
  • กระทู้: 840
  • คะแนน: 65
  • พัฒนา สร้างสรรค์ ยึดมั่นคุณธรรม
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

              ขอบคุณสำหรับสาระดีๆ    แต่ตอนนี้กิ่งอำเภอได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอทั้งหมดแล้ว ครับ.
เกษม ซาวด์ บ้านพันดุง  ต.พันดุง  อ.ขามทะเลสอ  จ.นครราชสีมา  บริการเครื่องไฟ  ขยายเสียง  โต๊ะ  เก้าอี้
ที่ทำงานโรงเรียนบ้านเก่า-บ้านน้อย ต.บ้านเก่า  อ.ด่านขุนทด  จ.นครราชสีมา
โทร.  089 - 8448099  E-Mail : Kasem_ja@hotmail.com